WAENDBER กับการเมือง เฮ้อ! View my profile

E-Stories

การตายของ Karen Carpenter

posted on 01 Oct 2008 14:04 by waendber  in E-Stories

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมาตัวหนึ่ง เป็นพันธุ์บลูด๊อก นิสัยชอบหวง ไม่อยากให้ใครใหญ่กว่าตนไม่ได้

แล้วในบ้านมีแมว 2 ตัว ลายทอง 1 ตัว และ ขาวดำ 1 ตัว

แมวทั้งคู่เล่นกันอย่างสนุกสนาน ได้ยินเสียงเจ้านายของมันพูดว่า

"เหมียว ๆ ๆ ๆ....เร็ว...มากินข้าวกับปลาทูแสนอร่อย เร้ว."

แมวทั้งคู่ วิ่งเตลิดไปหาเจ้านายของมัน หมาตัวนี้ มันเคียดแค้นแมวทั้งคู่นั้น มีโอกาส วิ่งตามไปด้วย

เจ้านายได้นำข้าวกับปลาทูที่แมวชอบกินบ่อย ๆ มาให้ น่าอร่อยอย่างยิ่ง

หมาตัวนั้น ก็ได้วิ่งมา แล้วคาบปลาทูไป โดยไม่น้อยหน้าแมวทั้งคู่

แมวงอแงใหญ่ เพราะต้องเสียปลาทูอันแสนอร่อยไป

เจ้านายเลยบอกว่า งั้น เดี๋ยวให้อาหารอันแสนอร่อยไปกินแทนก็แล้วกัน

มันก็คือ อาหารแมว วิสกัส ให้กิน

หมาตัวนั้น คาบปลาทูมา ปรากฏว่า ทำอะไรไม่ได้เลย หมาก็ไม่ชอบกินปลาทูอยู่แล้ว

หมาตัวนั้น ก็คร่ำครวญ เพราะความหวงในสิ่งที่ตนใช้ประโยชน์ไม่ได้

หลังจากนั้น มันก็จะไม่ทำอีกเลย


เป็นไงบ้างครับ นี่คือแง่มุมสะท้อนถึงคนที่ยึดของคนอื่นมา แต่กลับใช้ไม่เป็น ตรงกับสำนวนว่า หมาหวงก้าง หมายถึง แย่งชิงสิ่งของมาแล้ว แต่ตัวเองกลับใช้ประโยชน์มิได้เลย....

มีอยู่วันหนึ่ง นานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งชื่อ ปีเตอร์ อายุราว ๆ 22 ปี ชีวิตของเขาต้องระเหเร่ร่อนตามชานเมืองของกรุงลอนดอน เขาใช้ชีวิตด้วยการเร่ร่อนตามบ้านต่าง ๆ แต่ไม่มีใครให้อยู่เลยสักคน เพราะชาวบ้านรังเกียจคนเร่ร่อน เขาต้องนอนบนถนนบ้าง เขาต้องระแวง ไม่ให้โดนรถม้าทับ เพราะจะวิ่งตลอดเลย ตอนกลางคืน

เขาถือว่า เป็นชายที่ไม่โชคดีเลย โชคลาภ ไม่เคยเข้าตัว มีแต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ชีวิตเขาเร่ร่อนไปทั่วกรุงลอนดอน เผอิญไปเจอวิหาร เวสมินส์เตอร์ (Wesminster Abbey) แล้วเขาก็คุกเข่าต่อหน้าวิหาร ล้วนต่อหน้าประชาชน ด้วยความไม่เกรงใจ แล้วอ้อนวอนว่า

"โอ...พระเจ้า ขอให้พระเจ้าประทานพรมาให้ข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนทั่วกรุงลอนดอน ทำไมพระเจ้าไม่เห็นใจข้าพเจ้าบ้าง ข้าต้องใช้ชีวิตอด ๆ อยาก ๆ ขอข้าวคนนู้น คนนี้กินตลอด ไม่ได้ตอบแทนบุญคุณบ้างเลย จึงมาขอพรจากพระเจ้า พระเจ้าจะต้องคุ้มครองข้า มิควรแล้วแต่พระเจ้าจะโปรดกรุณา"

แล้วเขาก็เดินทางต่อไป จนไปถึง หอรัฐสภาของอังกฤษ และหอนาฬิกาบิ๊กเบน แล้วเขาก็นั่งอยู่ตรงนั้น ใกล้ริมแม่น้ำ แต่มันมีอะไรแปลก ๆ ลอยมาจากแม่น้ำ เขาก็กระโดดลงไปแม่น้ำ แล้วเขาก็หยิบสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ มันก็คือ แอปเปิ้ลทองคำ ชายคนนั้น ก็แปลกใจ

"ทำไมข้าต้องมาเจอแอปเปิ้ลลูกนี้ด้วย"

เขาตอบด้วยความไม่รู้ เขาก็หยิบใส่กระเป๋า ขึ้นจากแม่น้ำ แล้วเดินต่อไป ด้วยความตื่นเต้น

วันหนึ่ง ข่าวได้กระจายไปทั่วกรุงเรื่อง แอปเปิ้ลทองคำของจักรพรรดิ โจเซฟ หายไป 1 ลูก ถ้ามีใครพบเจอ หรือ เบาะแส ให้มาแจ้งที่ หน่วยทหารรัฐของจักรพรรดิ ด่วน!

ปีเตอร์ก็อยู่ที่กองขยะ ซึ่งอยู่นอกเมืองกรุงลอนดอน แล้วเขาก็แปลกใจ เพราะมีทหารออกหน้าที่ผ่านทางนี้ด้วย ด้วยความกลัวทหาร ปีเตอร์วิ่งหนีสุดชีวิต หอบไป แหบไป ทหารเห็นคนวิ่ง ก็จะตามไปดูว่าใคร จึงเร่งให้ม้าวิ่งไปที่เขา แล้วเขาก็สะดุดหิน ล้มลงไป ทหารจึงหยุดม้า แล้วเข้าไปหาเขา แล้วถามว่า

"เจ้าคือใครหรือ ?" ทหารกองหัวหน้า ถาม

"ผม ปีเตอร์ โลว์ดอน แล้วท่านคือใคร"

"ข้า จอห์น ไฮนส์ เป็นหัวหน้ากองทหารฝ่ายพิเศษ"

"ข้ามีหน้าที่มาตรวจยาม จะออกรบ แล้วเจ้าถืออะไรมา" ทหารถาม

"เปล่า" ปีเตอร์ตอบ

"อย่าเลยน่า ส่งมาเดี๋ยวนี้ มันคืออะไร"

ปีเตอร์ส่งของอันนั้นไป ทหารเปิดดูแล้ว มันก็คือ แอปเปิ้ลทองคำ ทหารร้องด้วยความดีใจ

"โอ้!...เจ้านี่วิเศษมาก ข้าตามหาแอปเปิ้ลทองคำมาเนิ่นนาน ในที่สุด ก็เจอจนได้" ทหารร้องด้วยความดีใจ

?????? ปีเตอร์ งง

แล้วทหารบอกกับปีเตอร์ว่า

"เจ้าจงตามข้า ข้าจะพาไปหาจักพรรดิ เพื่อให้ทรงทราบ"

ทหารได้ให้ปีเตอร์ขี่หลังม้า ถือนับว่าเป็นครั้งแรกที่ขี่ม้า เขาดีใจมาก

ทหารก็มุ่งหน้าไปที่ประทับของจักรพรรดิโจเซฟ

เมื่อถึงที่ประทับ

เจอท่านจักพรรดิโจเซฟ

จักพรรดิร้องด้วยความตกใจว่า

"ว้าว เจ้านี่วิเศษมาก หาแอปเปิ้ลทองคำเจอจนได้ สำหรับการตอบแทนเจ้า ข้าจะให้เจ้าอยู่เป็นรัชทายาทของจักรพรรดิ แทนพระราชโอรส ที่เสียชีวิตไป"

ปีเตอร์บอกกับจักรพรรดิว่า

"ข้าซึ้งในบารมีของท่านนัก แต่ข้าจะรับไว้ไม่ได้"

"ทำไมล่ะ เมื่อข้าให้เจ้าเป็นรัชทายาท" จักรพรรดิถาม

"ขอให้ข้าพเจ้า อยู่ใช้ชีวิตแบบธรรมดาเถิด ขอให้อยู่เป็นสุข แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว" ปีเตอร์ตอบ

แต่จักรพรรดิอ้อนวอนให้ปีเตอร์เป็นรัชทายาทแทน

จนในที่สุด ปีเตอร์ ก็ต้องยอมรับการตอบแทน

ในที่สุด ปีเตอร์ ก็อยู่เป็นรัชทายาทแทนพระโอรสที่เสียชีวิตไป

ปีเตอร์ได้แต่งงานกับ มาเรีย เออร์นี่ย์-แมคดอนสัน

ชีวิตคู่ก็ดำเนินอย่างราบเรียบ หลังจากนั้นเป็นต้นมา


อันนิทานเรื่องนี้ ผมแต่งโดยใช้สมอง เอาแค่อ่านเล่น ๆ กันนะครับ

เขียนลงบล๊อกไปเลย ไม่ได้ร่างลงสมุด

เรื่องนี้ ผมย้อนยุคตอนก่อน ๆ ถึง 250 ปี

มีข้อวิจารณ์อะไร ก็โพสได้เน้อ

2 ยายเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่

posted on 12 Jun 2007 16:24 by waendber  in E-Stories

มีอยู่เรื่องหนึ่งครับ เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยเอามาเล่าให้ฟังนะครับ

มีอยู่วันหนึ่ง มียายเฒ่า 2 คน อยู่กับหลาน 3 คน ที่ลูกทั้ง 3 คนนั้น กำพร้าพ่อแม่เมื่อไม่กี่เดือน เขาต้องอยู่อด ๆ อยาก ๆ บ้าง อดมื้อกินมื้อ

[พ่อแม่ที่เสียชีวิตนั้น พ่อของเด็กทั้ง 3 เป็นลูกของยายเฉื่อย แต่ยังมีพี่น้องอีก 3 คน ที่ยังอยู่ ยายฉา ไม่ได้สมรส อยู่เป็นโสดนะครับ (อย่า งง) ส่วนแม่นั้น มาจากคนอื่น]

ยายเฒ่า 2 คน เป็นพี่น้องกัน

คนแรก ชื่อยายเฉื่อย อายุ 72 ปี

คนที่สอง ชื่อยายฉา อายุ 70 ปี

ทั้งสองคนรักกันมาตั้งแต่เด็ก ยายเฉื่อย ทำอาชีพขายขนมไทย เมื่อสมัยยังสาว ๆ แกทำขนมอร่อยมากในหมู่บ้านเลยล่ะ แต่ตอนนี้ กำไรตกมาก จนบางทีต้องอดทนซื้อข้าวของมาทำขนมหาบไปขายตามตลาด หมู่บ้านบ้าง แกป่วยบ่อย จนทำอะไรไม่ค่อยได้ หยิบนู่น หยิบนี่ก็ไม่ค่อยได้ มือไม่ค่อยมีแรง แกต้องสู้ทำขนมขายทุกวัน

ยายฉา แกทำอาชีพรับจ้างตัดฟืน ดูแลสวนผัก รายได้ก็ไม่ค่อยดี เลี้ยงปากเลี้ยงท้องพอเอาตัวรอดไปวัน ๆ แกก็ป่วยเป็นโรคเหน็บชา ความดันโลหิตสูง แกไม่มีเงินจะไปรักษา เมื่อยังเลี้ยงชีวิตไม่รอดนับว่าภาษาอะไร

แต่ยังโชคดี ที่ยังมีคนช่วยเหลือ ก็คือ ญาติพี่น้อง ของยาย

ลูกกำพร้าทั้ง 3 คน มีหญิง 1 ชาย 2

คนโตชื่อ มะลิ อายุ 15 ปี อยู่ชั้นม.3

คนกลางชื่อ ชาญชัย อายุ 12 ปี อยู่ชั้นป.6 จะจบแล้ว

คนเล็กชื่อ ไพศาล อายุ 10 ปี อยู่ชั้นป.4

เด็กทั้ง 3 คนช่วยยายเฒ่าทั้ง 2 ทำงาน จนหารายได้เข้าบ้านบ้าง สภาพการเป็นอยู่แร้นแค้น บ้านก็หลังเล็ก ๆ หลังคาเป็นสนิม อาหารคาตู้ก็ไม่มี มีแค่ ปลากระป๋องอยู่แค่ 2 กระป๋อง จะทำยังไงให้อิ่มกันทุกคน....

แต่อยู่วันหนึ่ง ได้มีคนมาช่วยเหลือยายทั้ง 2 ก็คือ เพื่อน ๆ และ ญาติพี่น้องของยายเฉื่อย มาช่วยกันทำ ยายเฉื่อยและยายฉาได้นำขนมไปขายที่ตลาด มีทั้ง ทองหยิบ ทองหยอด ทองม้วน ทองฝอย ขนมชั้น กล้วยบวชชี ลูกจาก ตะโก้ ข้าวต้มมัด และอื่น ๆ แต่มันไม่เหมือนเดิม เดิมคนไม่ค่อยซื้อ เพราะมองดูสีสันไม่น่ากิน แต่ตอนนี้ ลูกค้าได้สั่งจองกันเพียบ ยายเฉื่อยและยายฉา ดีใจมาก ที่พวกเพื่อน ๆ ของยายและคนอื่น ๆ ช่วยเหลือ กำไรได้มากขึ้น แล้วขยายกิจการได้ตามลำดับ ยายทั้ง 2 และลูก ๆ ทั้ง 3 คน ก็ม่ต้องอดอยากอีกต่อไป เพราะขยายกิจการได้มากขึ้น ยายทั้ง 2 ภูมิใจอย่างมาก แล้วก็ทำขนมไทยออกมาขายอีกต่อไป จนกระทั่ง...

หลังจาก 1 ปี กับอีก 6 เดือนต่อมา ได้กลายเป็นร้านขนมไทย ชื่อว่า ร้าน แม่เฉื่อยแม่ฉาขนมไทย คนในตลาดรู้จักกันดี มีคนเข้าออกทุกวัน รายได้เพิ่มพูลมากขึ้น ใช้หนี้หมด ตอนนี้ ก็อยู่แบบไทย ๆ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง รายได้เข้าร้าน ก็เอาฝากธนาคารไว้ กึ่งนึง ไว้ใช้ กึ่งนึง มีคนรับจ้างทำขนมไทย ราคาเป็นกันเอง ไม่โกงตราชั่ง ยายทั้ง 2 จึงเป็นคนสุจริต ไม่โกงใคร

แล้วก็บอกกับหลานทั้ง 3 คน ว่า ขอให้พวกหนูดำเนินกิจการร้านนี้ไปตลอดชั่วอายุคนนะ ยายอาจจะไม่อยู่ค้ำฟ้า แต่ก็ขอให้ขนมไทยไม่ให้หมดไปจากไทยเรา

แล้ว 12 ปีต่อมา ยายเฉื่อย ก็เสียชีวิต ด้วยโรคมะเร็ง ด้วยความโศกเศร้าของยายฉา และหลานทั้ง 3 แล้วอีก 2 ปีต่อมา ยายฉาก็เสียชีวิตไล่เลี่ยกันมา ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เพราะทำงานหนักเกินไป

หลานทั้ง 3 ต่างก็มีครอบครัวกัน แล้วก็ทำมาค้าขายได้ดี มีกิจการใหญ่โต อยู่กันอย่างพอเพียง ชาญชัย จบเป็นนักเกษตรกร ไปทำอาชีพไร่สวนผัก ผลไม้ จนติดตลาด แล้วหลังจากนั้น ทุกคนก็ดำเนินกิจการร้านขนมไทยไปตลอด จนกาลสมัยเอย...


นี่คือ เรื่องของคนสู้ชีวิต ควรเอายายเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 2 เป็นแบบอย่าง อยู่ดีมีสุข ไม่ต้องหรูหรามาก อยู่อย่างพอเพียง ขายขนมไทย อนุรักษ์ความเป็นไทยให้อยู่คงกับไทยเราด้วยนะครับ