The Composer World Book
Dimitri Shostakovich [1905-1975]


คีตกวีชาวรัสเซียที่ได้ชื่อเสียงว่าโด่งดังมากที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ยี่สิบ ภายหลังจาก Tchaikovsky , Rachmaninov และคาบเกี่ยวกับยุคของ Igor Stravinsky (1882-1972 ) คือ Dmitri Shostakovich คีตกวีผู้ผลิตงานชิ้นหนึ่งที่เป็นที่รู้จักโดยชาวโลกดีคือ เพลง Piano Concerto No.2 ประกอบการ์ตูน Animation ของค่าย Disney นั่นคือ Fantasia 2000 ตอนทหารของเล่นตะกั่วที่ต้องพบกับชะตากรรมผกผันเข้าไปในท้องปลาและยังกลับมาอยู่ที่บ้านแสนอบอุ่นได้อีกครั้ง ทั้งนี้ไม่รวมซิมโฟนีจำนวนที่ถือว่ามากถ้าเทียบกับคีตกวีคนอื่นนั่นคือ 15 บท รวมไปถึง Violin Concerto หมายเลข 1 อันมีชื่อเสียง
โชสตาโควิชแตกต่างจากคีตกวีสามท่านแรกที่กล่าวถึงก็เพราะเขาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แรงกดดันของการเมืองภายในประเทศที่ตะวันตกเรียกว่าหลังม่านเหล็ก (ไชคอฟสกี้ถึงแก่กรรมก่อนการปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ส่วนรัคมานินอฟและสตาวินสกี้อพยพไปอยู่ต่างประเทศก่อนหน้านั้นนานแล้ว)

Dmitri Shostakovich เกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 1905 ที่กรุง St.Petersburg เป็นบุตรคนที่สองในบรรดาพี่น้องสามคน บิดาของคนเป็นวิศวกรหัวเสรีนิยมที่สนับสนุนสหภาพแรงงาน มารดาเป็นครูสอนเปียโนซึ่งมีอิทธิลต่อโชสตาโควิกอย่างมาก ถือได้ว่าเขาเป็นอัจฉริยะกุมารอีกคนหนึ่ง อายุแปดขวบเรียนเปียโนและเพียง 13 ปีก็เข้าเรียนที่ Petrograd Conservatory ภายใต้การบริหารงานของ Alexander Glazunov คีตกวีชื่อดังอีกคนของรัสเซีย แถมในปีเดียวกันนั้นเขาสามารถแต่งเพลงประกอบงานศพเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้นำของพรรค Kadet* ที่ถูกพวก Bolshevich ที่เป็นพวกซ้ายจัดสังหารเขามีงานนิพนธ์หรือตัวจบคือซิมโฟนีหมายเลข 1 ออกแสดงในปี 1926
ปี 1917 รัสเซียเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ รัฐบาลของเลนินถือว่าโชสตาโควิกว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณค่ามากคนหนึ่งของโรงเรียน ถึงแม้ในช่วงเรียนเขาจะสอบตกปรัชญาของ Marxism ซึ่งถือว่าเป็นวิชาบังคับสำหรับปัญญาชนในรัสเซียยุคใหม่ก็ตาม หน่วยงานทางวัฒนธรรมได้มอบหมายให้โชสตาโควิคแต่งเพลงตามรูปแบบที่ต้องการเช่นเพลงเพื่อการปฏิวัติ หรือสำหรับกรรมาชนซึ่งไม่ใช่ตามรูปแบบที่คีตกวีเอกต้องการเลย งานของเขาแปลกใหม่ ฟังระคายหู อาจเพราะโชสตาโควิกและครอบครัวได้สูญเสียศรัทธาที่มีพรรคบอลเชวิคมาตั้งแต่ต้นและยิ่งรู้สึกในด้านลบเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
เมื่อสตาลินขึ้นครองอำนาจในปี 1922 ชีวิตของเขาต้องพบกับความยากลำบาก ถึงแม้ผลงานจะได้รับความนิยมจากผู้ฟัง ทว่าก็ถูกสั่งระงับการแสดงเสียมากมาย เขาจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอดโดยเป็นนักเล่นเปียโนให้กับหนังเงียบ กระนั้นเขาก็ได้รับเกียรติยศจากการชนะเลิศการเล่นเปียโนในรายการแข่งขันที่กรุงวอร์ซอร์ประเทศโปแลน์ ปี 1927 เขายังผูกมิตรกับ Bruno Walter วาทยากรชื่อดังเชื้อสายเยอรมันผู้ประทับใจซิมโฟนีบทแรกของเขาจนถึงกลับนำไปออกแสดงที่กรุงเบอร์ลินในปีเดียวกัน
(ภาพการ์ตูนล้อที่แสดงให้เห็นว่าโชสตาโควิกอยู่ภายใต้การคุกคามของสตาลิน)

โชสตาโควิกผลิตผลงานชิ้นสำคัญของเขาในปี 1934 นั่นคือ อุปรากรที่ชื่อว่า Lady Macbeth of the Mtsensk District เป็นเรื่องราวกับผู้หญิงผู้ว้าเหว่คนหนึ่งที่ตกหลุมรักคนใช้ของสามี จนนำไปสู่จุดจบคือการฆาตรกรรม งานชิ้นนี้ถูกนำออกแสดงที่โรงละคร Leningrad Maly ประสบความสำเร็จและได้รับคำชมอย่างมากมาย แต่แล้วในปี 1936 ซึ่งเป็นปีแห่งการกวาดล้างอันยิ่งใหญ่ (Great Purge) ที่ทางการของโซเวียตกำจัดผู้ที่มีความคิดไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์ หนังสือพิมพ์ Pravda (แปลว่าแสงสว่าง) ได้เขียนโจมตีอุปรากรของเขาอย่างรุนแรงพร้อมกับกล่าวหาว่าเป็น Formalism ซึ่งเป็นศิลปะแบบชนชั้นกลาง** และยังหยาบช้า เลวทราม แน่นอนว่าคนที่อยู่เบื้องหลังก็คือสตาลินจอมโหดซึ่งว่ากันว่าแอบไปชมอุปรากรเรื่องนี้ด้วย ที่น่าเศร้าคืออุปรากรยังถูกสั่งห้ามออกแสดงร่วมกว่าสามสิบปี
โชสตาโควิคถูกประณามเป็นครั้งแรก รายได้หดหายแถมการแสดงยังถูกห้ามอีกด้วย กระนั้นเขาก็ยังเอาตัวรอดได้ท่ามกลางญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงที่ต้องตายหรือถูกคุมขังท่ามกลางกระแสกวาดล้าง คีตกวีที่เป็นพวก Avant -garde (ชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ) ซึ่งพบชะตากรรมแบบเดียวกับเขาก็ได้แก่ Sergei Prokofiev (เจ้าของเพลงประกอบนิทานสำหรับเด็กคือ Peter and the Wolf) และ Aram Khachaturian โชสตาโกวิคจึงก้มหน้าก้มตาสร้างสรรค์งาน ไปตามคำสั่งของพรรคหรือไม่ก็ผลิตผลงานที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง
ปี 1941 เยอรมันประกาศทำสงครามกับโซเวียต และทำการโจมตีเมือง Leningrad ปรากฏว่าโชสตาโควิกต้องติดอยู่ในเมือง ๆนั้น แต่ไม่หวาดหวั่น เพราะเขายังเขียนซิมโฟนีหมายเลข 7 (ซึ่งมีชื่อเล่นว่าเลนินการ์ดตามชื่อเมือง)ได้ถึงสามบท งานชิ้นนี้ของโชสตาโควิกถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงเพราะถูกนำออกอากาศเพื่อปลุกระดมให้ชาวรัสเซียทั้งมวลเข้าโรมรันกับพวกเยอรมัน ต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญของชาวรัสเซีย
(โด่งดังถึงกลับได้ลงนิตยสาร Times ของจักรวรรดินิยมอเมริกันเสียด้วย)

ปี 1948 โชสตาโควิกถูกประณามว่าเป็นพวกFormalism เป็นครั้งที่สองงานทั้งหมดถูกห้ามแสดงและยังถูกบังคับให้สารภาพผิดต่อหน้าสาธารณชน ครอบครัวถูกตัดสิทธิทั้งหมดที่เคยได้ แต่ปีต่อมา สถานกาณ์จึงดีขึ้นบ้าง อาจเพราะเขาแต่งเพลงประกอบเสียงร้องที่ชื่อ "บทเพลงแห่งป่า" (Song of the forest) และยกย่องสตาลินว่าเป็น "คนสวนผู้ยิ่งใหญ่" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสตาลินถึงแก่อสัญกรรมในปี 1953 ชีวิตเขาก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในปี 1960เขาได้สร้างความอื้อฉาวโดยการเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้มีคนประณามเขาว่าขี้ขลาด แต่ครอบครัวเขาเปิดเผยว่าเกิดจากแรงกดดันทางการเมืองและการแบล็กเมล์จากทางพรรค จนถึงขั้นที่คีตกวีเอกของเราคิดจะฆ่าตัวตาย
ในช่วงท้ายๆ ของชีวิตของโชสตาโควิก ถือได้ว่าต้นร้ายปลายดี นั่นคือเขาได้รับการยกย่องอย่างมากมายได้ร้บการแต่งตั้งเป็น เลขานุการของสหภาพนักแต่งเพลง ได้รับรางวัลและเหรียญจากทางการของโซเวียต และได้รับปริญญาดุษฎีกิติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ทั้งนี้ไม่นับถึงการแต่งงานเป็นครั้งที่สามในปี 1962 โดยเจ้าสาวอายุเพียง 27 ปี ถึงแม้เขาจะเสี่ยงภัยอยู่บ้างโดยการแต่งซิมโฟนีหมายเลข 13 เพื่อที่อิงกับกวีที่ถูกเขียนเพื่อระลึกถึงการสังหารหมู่ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะมีกระแสต่อต้านยิวค่อนข้างรุนแรงในสังคมรัสเซียช่วงนั้น
สุขภาพของโชสตาโควิกทรุดโทรม ลงอย่างรวดเร็ว ป่วยด้วยโรคนานาชนิดเพราะความเครียดและการสูบบุหรี่จัด คีตกวีเอกผู้เคร่งเครียดมาตลอดชีวตก็ถึงกรรมด้วยโรคมะเร็งที่ปอดในวันที่ 9 สิงหาคม 1975 สิริรวมอายุได้ 70 ปี
(โชสตาโควิก และวาทยากรรวมไปถึงเพื่อนกวีในช่วงก่อนที่จะออกแสดงซิมโฟนีหมายเลข 13 อันอื้อฉาว)

*พรรคเสรีนิยมที่ขึ้นมาอำนาจภายหลังจากที่พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่สองทรงถูกบังคับให้มอบอำนาจให้กับประชาชนภายหลังการปฏิวัติปี 1905
**พวกคอมมิวนิสต์จะชื่นชอบศิลปะแบบสัจนิยมสังคมนิยมหรือ socialist Realism ที่สะท้อนปัญหาสังคมและต่อต้าน Formalism หรือศิลปะที่ลงตัวอย่างงดงามหรือพาฝันแบบชนชั้นกลาง
Credit by http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=historyandphilosophy&date=26-06-2006&group=9&gblog=31
edit @ 2007/06/25 20:00:07
สามารถเผยแพร่ได้นะครับ
....What's Mahler?....
Gustav Mahler คีตกวีที่ผมชอบมากที่สุดครับ

Gustav Mahler Pete's Picture Pencil A2

ชีวิตของมาห์เลอร์......
Gustav Mahler เป็นคีตกวีชาวออสเตรียผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1860-1911และเป็นผู้ขยายขอบเขตของ symphony ไปสู่จุดสูงสุด ในช่วงต้นของชีวิตนั้น Mahler มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างฝ่าย Brahms และ Wagner ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในเวียนนาในสมัยนั้น Mahler ก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วยการเป็น Music Director ของ Vienna Opera และวาทยากรของ Vienna Philharmonic ซึ่งทำให้ Mahler มีงานรัดตัวจนต้องอาศัยเวลาพักร้อนเท่านั้นในการประพันธ์ ตลอดช่วงชีวิตไม่ค่อยยาวนัก Mahler ประพันธ์เพลงอยู่สองประเภทเท่านั้น (ไม่รวมเพลงฝึกหัดที่แต่งตอนเรียนในวิทยาลัย) นั่นคือเพลงร้อง (lieder) จำนวนหนึ่งและซิมโฟนีที่เสร็จสมบรูณ์เก้าบท (หรือสิบบทถ้านับ Das Lied von der Erde ซึ่งเป็นเพลงร้องขนาดใหญ่เข้าไปด้วย) ซึ่งต่างก็มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก และนอกจากจะใช้วง orchestra ขนาดใหญ่แล้วยังมีความยาวเกินปกติ ถึงแม้ว่างานของ Mahler จะไม่ค่อยได้รับความนิยมในสมัยนั้นเท่าใดนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคีตกวีรุ่นเดียวกันอย่าง Richard Strauss อย่างไรก็ตาม Mahler ก็มีอิทธิพลต่อคีตกวีในยุคหลังๆ ไม่ใช่น้อย อย่างเช่น ระดับสาวกอย่าง Zemlinsky และ Scheonberg, ห่างออกมาหน่อยอย่าง Berg และ Webern หรือแม้กระทั่งคีตกวีในยุดศตวรรษที่ 20 อย่าง Britten, Shostakovich หรือ Lucio Berrio
Gustav Mahler เกิดเมื่อปีค.ศ. 1860 ที่เมือง Kaliště ในแคว้นโบฮีเมียซึ่งปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ค โดยที่มีบิดาเป็นชาวยิวเจ้าของโรงกลั่นเหล้าเล็กๆ ส่วนมารดาเป็นแม่บ้านไม่มีปากมีเสียง Mahler เป็นบุตรคนที่สองจากพี่น้องสิบสองคนซึ่งหกคนจากสิบสองคนนี้เสียชีวิตตั้งแต่ในวัยเด็ก ด้วยเหตุนี้อาจเป็นสาเหตุให้ Mahler ย้ำคิดเกี่ยวกับความตายมาก หลังจาก Mahler เกิดไม่นาน ครอบครัวของ Mahler ก็ย้ายไปยังเมือง Jihlava ซึ่งในสมัยนั้นอยู่ในจักรวรรดิออสโตร-ฮังการี เช่นเดียวกับคีตกวีท่านอื่นๆ Mahlerมีพรสวรรค์ทางดนตรีตั้งแต่ยังเล็ก บิดาของ Mahler นั้นเแม้จะเป็นคนที่ชอบทุบตีภรรยาเป็นประจำแต่ก็ยังส่งเสริมให้ Mahler มีโอกาสได้เรียนดนตรี เมื่ออายุสิบขวบ Mahler ก็ได้เล่นเปียโนออกคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรก และเมื่ออายุได้สิบห้าปีก็ได้รับเข้าเรียนใน Vienna Conservatory ซึ่งเป็นสถาบันดนตรีอันดับหนึ่งในเวียนนา และเป็นที่ที่คีตกวีอย่าง Johannes Brahms หรือ Anton Bruckner สอนอยู่
Mahler เมื่ออายุ 18 ปี
ชีวิตใน Vienna Conservatory โดยส่วนใหญ่เป็นไปอย่างค่อนข้างราบรื่น Mahler เป็นเพื่อนร่วมห้องในหอพักกับ Hugo Wolf หนึ่งในสุดยอดคีตกวีทางด้านเพลงร้อง (lieder) ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า Mahler เป็นลูกศิษย์ของ Bruckner แต่จริงๆ แล้ว Mahler เคยเข้าฟังเลคเชอร์ของ Bruckner อยู่ไม่กี่ครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม Mahler ก็เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน Bruckner ตัวเอ้คนหนึ่งในขณะนั้น ระหว่างที่อยู่ใน Vienna Conservatory นั้น Mahler ได้แต่ง cantata เรื่อง Das klagende Lied ซึ่ง Mahler ถือเป็นผลงาน opus 1 โดยดัดแปลงเนื้อเรื่องจากนิทานของพี่น้องกริม Mahler ได้ส่งผลงานชิ้นนี้เข้าประกวด Beethoven Competition แต่ก็พลาดหวัง ไม่ได้รางวัลติดมือกลับมา Das klagende Lied นี้เป็นเรื่องราวของชายผู้ซึ่งถูกฆาตรกรรมโดยพี่ชายของตนเองเพื่อแย่งเจ้าหญิงและตำแหน่งกษัตริย์ ภายหลังมีวณิพกมาขุดซากกระดูกของเขาขึ้นมาเพื่อทำเป็นขลุ่ยซึ่งเมื่อเป่าแล้วจะเป็นบทเพลงที่เล่าเรื่องราวของตนเองที่ถูกฆาตรกรรม จะเห็นว่าในขณะนั้น Mahler มีอายุได้ยี่สิบปีเท่านั้นแต่ก็คิดเรื่องความตายอยู่เต็มหัวไปหมด
Mahler ในปี ค.ศ.1892 เมื่ออายุ 32 ปี
ภายหลังจากจบการศึกษาจาก Vienna Conservatory แล้ว ด้วยสถานการทางการเงินบังคับทำให้ Mahler ต้องเลือกดำรงชีวิตด้วยการเป็นวาทยากรแทนที่จะเป็นนักประพันธ์เพลงถึงแม้ว่า Mahler จะจบทางด้านการประพันธ์เพลงมาก็ตามซึ่ง Mahler ก็ได้ยึดอาชีพวาทยารไปจนตลอดชีวิต Mahler ทำงานเป็นวาทยากรเก็บเกี่ยวประสบการณ์และชื่อเสียงตามเมืองต่างๆ อย่างเช่น Prague, Leipzig, Budapest, Hamburg ได้ร่วมงานกับวาทยากรมีชื่ออาทิเช่น Hans von Bülow และ Arthur Nikisch นอกจากนั้นแล้วยังได้รู้จักกับ Bruno Walter ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นวาทยากรหนุ่มไฟแรงผู้เป็นผู้อำนวยเพลงวงประสานเสียงที่ Hamburg Opera ซึ่ง Mahler เป็นวาทยากรประจำอยู่ และ Richard Strauss คีตกวีและวาทยากรหนุ่มดาวรุ่งซึ่งต่อมากลายเป็นเพื่อนและคู่แข่งตลอดชีวิตของ Mahler จนกระทั่งปีค.ศ.1897 Mahler ก็ได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการที่ Vienna State Opera (และวาทยากรประจำ Vienna Philharmonic) ซึ่งถือกันว่าเป็นตำแหน่งสูงสุดในยุโรปเท่าที่วาทยากรจะพึงเป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามตำแหน่งวาทยากรประจำ Vienna State Opera นี้ได้มาไม่ง่ายนักเนื่องจาก Mahler เป็นยิว และในขณะนั้นกระแสต่อต้านชาวยิว (anti-Semitism) ในเวียนนากำลังครุกรุ่น การที่จะรับ Mahler ซึ่งเป็นชาวยิวมารับตำแหน่งผู้อำนวยการ Vienna State Opera ผู้ทรงเกียรตินั้นมีเสียงต่อต้านมากมาย บางตำราว่าผู้ที่มีอิทธิพลในการคัดค้านมากที่สุดคือ Cosima Wagner ผู้เป็นภรรยาหม้ายของ Richard Wagner ซึ่งว่ากันว่าเกลียดชังชาวยิวมากกว่า Wagner ผู้เป็นสามีเสียอีก จนกระทั่ง Mahler ยอมที่จะเปลี่ยนศาสนาจากยิวมากเป็นคริสเตียนเพื่อที่จะรับตำแหน่งนี้โดยเฉพาะ กระแสต่อต้านจึงค่อยเบาบางลงจน Mahler ได้ตำแหน่งในที่สุด ในภาพยนตร์ชีวประวัติแนวเหนือจริงเรื่อง Mahler โดย Ken Russel นั้นมีฉากหลุดโลกที่เกี่ยวกับ Mahler และ Cosima กับการเปลี่ยนศาสนาของ Mahler อยู่ซึ่งนำเสนอออกมาอย่างน่าสนใจมาก
Mahler ในปี ค.ศ.1898 เมื่ออายุ 38 ปี หลังจากรับตำแหน่งผู้อำนวยการประจำ Vienna State Opera ใหม่ๆ
ช่วงที่ Mahler ทำงานอยู่ในเวียนนานั้นนับเป็นช่วงปีทองของ Mahler ก็ว่าได้ ด้วยหน้าที่การงานทำให้ Mahler นั้นเป็นศูนย์กลางของเหล่าศิลปินหลากหลายสาขาในเวียนนา Mahler ได้มีโอกาสรู้จักกับศิลปินมีชื่อมากมายอย่างเช่น Gustav Klimt และ Alfred Roller ซึ่งต่อมาได้มาเป็นผู้ออกแบบฉากอุปรากรให้ Mahler และที่สำคัญที่สุดทำให้ Mahler มีโอกาสได้รู้จักกับ Alma Maria Schindler สาวสังคมผู้ทรงเสน่ห์ Mahler ได้ประพันธ์ Adagietto จากซิมโฟนีหมายเลขห้าให้เป็นจดหมายรักสำหรับเธอ ทั้งสองได้แต่งงานกันในปี ค.ศ. 1902 เมื่อ Mahler อายุได้ 42 ปีในขณะที่ Alma นั้นอายุได้เพียง 23 ปีเท่านั้น
Alma Maria Schindler เมื่ออายุได้ 18 ปี
Alma Mahler (1879-1964) ผู้เป็นภรรยาของ Mahler นั้นอาจมีประวัติที่น่าสนใจกว่า Mahler เสียอีก Alma นั้นเติบโตขึ้นมาในครอบครัวศิลปินโดยที่พ่อเลี้ยงของเธอนั้นคือ Carl Moll จิตรกรนามกระเดื่องในยุคนั้น Alma นั้นได้รับการศึกษาเพียบพร้อมโดยเฉพาะทางด้านดนตรีซึ่งเธอมีพรสวรรค์ และมีความสามารถในการประพันธ์เพลงร้องไว้จำนวนหนึ่ง โดยที่เธอนั้นมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นคีตกวีในอนาคต นอกจากนั้นแล้ว Alma ยังมีรูปโฉมงดงามขนาดได้รับฉายาว่าสุภาพสตรีที่งามที่สุดในเวียนนาอีกด้วย ด้วยรูปสมบัติและความสามารถเพียบพร้อมเช่นนี้ทำให้มีหนุ่มๆ มากหน้าหลายตา ซึ่งต่างก็เป็นผู้มีชื่อเสียงต่อคิวกันยาวเหยียดเพื่อขอออกเดทด้วย อย่างไรก็ตาม Alma ก็ได้ตกลงปลงใจแต่งงานกับ Mahler
แต่ Mahler มีข้อแม้อย่างหนึ่งก็คือขอให้ Alma เลิกประพันธ์เพลงโดยให้เหตุผลว่ามีคีตกวีคนเดียวในบ้านก็พอแล้ว ซึ่งทำให้ Alma เสียใจมากแต่ก็ยอมตัดใจละทิ้งความฝันที่จะเป็นคีตกวียอมแต่งงานกับ Mahler และทำหน้าที่เป็นแม่บ้านให้ Mahler รวมทั้งตัดขาดชีวิตสาวสังคมเกือบจะสิ้นเชิง ตลอดช่วงเวลาที่ Alma อยู่กับ Mahler นั้น Alma ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการประพันธ์เพลงให้ Mahler โดยทำหน้าที่ตรวจทานและคัดลอกต้นฉบับของ Mahler และยังเป็นผู้ที่อยู่เป็นเบื้องหลังในการเสนอข้อคิดเห็นต่อผลงานต่างๆ ของ Mahler (มีเรื่องเล่าว่าซิมโฟนีหมายเลขห้าแต่เดิมนั้นมีการใช้เครื่องประกอบจังหวะอย่างมโหฬาร แต่ Alma แนะนำว่ามันเยอะไป จึงได้กลายเป็นเวอร์ชั่นที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน) และที่สำคัญที่สุดเป็นแรงบันดาลใจให้ Mahler สร้างสรรค์ผลงานต่างๆ Alma มีบุตรสาวกับ Mahler สองคนคือ Maria Anna ผู้ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่ในวัยเด็กและ Anna ซึ่งต่อมาได้เป็นประติมากร ภายหลังจากที่ Mahler เสียชีวิตไปแล้วนั้น Alma แต่งงานใหม่ถึงสองครั้งซึ่งสามีทั้งสองคนของ Alma นั้นต่างก็เป็นศิลปินอันดับต้นๆ ของยุโรปซึ่งได้แก่ Walter Gropius สถาปนิก และ Franz Werfel นักประพันธ์ เมื่อ Manon Gropius บุตรสาวของ Walter Gropius และ Alma เสียชีวิตด้วยโรคโปลิโอเมื่ออายุได้ 16 ปีนั้น Alban Berg ได้ประพันธ์ Violin Concerto To the Memory of an Angel เป็นอณุสรณ์สำหรับเธอ นอกจากนั้น Alma ยังมีความสัมพันธ์นอกสมรสกับ Oskar Kokoschka ศิลปินแนว
expressionism อีกด้วย ในปัจจุบันมีภาพยนตร์ชีวประวัติของ Alma เรื่อง Bride of the Wind ซึ่งเป็น Mahler ถ้าสนใจลองหาชมกันดูได้ครับ
กลับมาเรื่อง Mahler กันต่อในช่วงที่ Mahler ทำงานอยู่ที่เวียนนานี้ Mahler มีวงจรชีวิตโดยใช้เวลาส่วนใหญ่ของปีในการอำนวยเพลงและใช้เวลาช่วงพักฤดูร้อนในการประพันธ์เพลง Mahler มีกระท่อมริมทะเลสาบซึ่งเขาจะพาครอบครัวมาพักผ่อนในช่วงพักฤดูร้อนและประพันธ์เพลงในกระท่อมหลังนี้ Mahler นำผลงานของตัวเองออกแสดงเป็นระยะๆ แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ชาวเวียนนาดูเหมือนจะยอมรับ Mahler ในฐานะวาทยากรเท่านั้น ในระหว่างที่ Mahler เป็นผู้อำนวยการอยู่ที่ Vienna State Opera นั้น Mahler ได้ยกระดับมาตรฐานของการแสดงอุปรากรขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เนื่องจาก Mahler นั้นเป็น perfectionist การแสดงอุปรากรแต่ละครั้งนั้นต้องสมบรูณ์แบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านดนตรีต้องออกมาเนี๊ยบจนเป็นที่ชื่นชมของผู้ฟังเป็นอย่างมาก แต่ทางด้านนักดนตรีนั้นไม่ได้สนุกด้วยเพราะ Mahler นั้นเจ้าระเบียบและเคร่งครัดในการฝึกซ้อมมาก ซึ่ง Mahler พร้อมจะซ้อมแบบไม่รู้จักจบจนเป็นที่พอใจของตัวเองซึ่งทำให้นักดนตรีในวงไม่ค่อยพอใจในตัว Mahler เท่าไหร่ เนีื่องจากการที่เป็นคนที่แข็งและไม่ยอมอ่อนข้อให้คนอื่น ทำให้ Mahler สร้างศัตรูไว้เยอะบวกกับกระแสต่อต้านชาวยิวในเวียนนาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด Mahler ก็ถูกบีบให้ลาออกในปี ค.ศ. 1907 ซ้ำร้ายไปกว่านั้นปี ค.ศ. 1907 นับเป็นปีแห่งโศกนาฏกรรมของ Mahler โดยแท้เพราะนอกจากจะต้องลาออกจากงานที่เขารักเท่านั้น Mahler ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่่วซึ่งในสมัยนั้นเป็นโรคที่ค่อนข้างร้ายแรง คนที่เป็นจะมีอายุไม่ยืนยาวนักเนื่องจากมักจะเสียชีิวิตจากโรคติดเชื้อแทรกซ้อน เท่านั้นยังไม่พอบุตรสาวคนโตของ Mahler ก็มาเสียชีวิตลงด้วยเมื่ออายุได้ห้าขวบเท่านั้นซึ่ง Mahler ก็ไม่สามารถสลัดความเศร้าสลดนี้ออกไปได้เลยจนวันตาย
Mahler ในห้องทำงานที่ Vienna State Opera ในปีค.ศ. 1907
หลังจากออกจากงานที่ Vienna Mahler ก็ได้รับข้อเสนอให้มาอำนวยเพลงที่ Metropolitan Opera ในมหานครนิวยอร์กด้้วยค่าจ้างสูงลิบ Mahler เริ่มประพันธ์ Das Lied von der Erde (The Song of the Earth) ซึ่งเป็นเพลงร้องขนาดใหญ่โดยนำเนื้อเพลงมาจากบทกวีจีนโบราณของหลี่ไป๋และกวีจีนท่านอื่นๆ จริงๆ แล้วสามารถที่จะเรียก Das Lied von der Erde นี้ได้ว่าเป็นซิมโฟนีหมายเลขเก้า แต่ Mahler ถือเคล็ดว่าไม่ว่าจะเป็น Beethoven หรือ Bruckner ต่างก็เสียชีวิตในขณะที่แต่งซิมโฟนีได้ไม่เกินหมายเลขเก้า Mahler จึงจงใจเรียกเป็นอย่างอื่นไปซะเพื่อที่จะได้ข้ามหมายเลขเก้าไปก่อน ต่อมาในปี ค.ศ.1910 Mahler จับได้ว่า Alma มีความสัมพันธ์ลับๆ กับ Walter Gropius สถาปนิกหนุ่มอนาคตไกล ทำให้ Mahler กลุ้มใจมากถึงกับต้องไปขอคำปรึกษาจาก Sigmund Freud เจ้าของทฤษฎีจิตวิเคราะห์อันโด่งดัง แต่อย่างไรก็ตาม Alma ก็เลือกที่จะอยู่กับ Mahler ต่อ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ Mahler ตระหนักว่าตัวเองทอดทิ้งภรรยามากเกินไป Mahler จึงหันมาเอาใจใส่ภรรยามากขึ้นและเริ่มส่งเสริมให้ Alma กลับมาประพันธ์เพลงใหม่ สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะดีขึ้น Mahler นำซิมโฟนีหมายเลขแปด ออกแสดงในปีเดียวกันที่เมืองมิวนิคและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ซิมโฟนีหมายเลขแปดนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Symphony of a Thousand เนื่องจากใช้นักดนตรีและนักร้องร่วมหนีึ่งพันคนในการบรรเลง นี่เป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้คนเริ่มที่จะยอมรับ Mahler ในฐานะคีตกวีแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดูเหมือนจะดีขึ้นก็มาพังทลายลงเมื่อ Mahler ติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ (infectious endocarditis) และล้มป่วยลงจนเสียชีวิตในปีต่อมาเมื่ออายุได้ 50 ปีเท่านั้น ระหว่างที่ยังประพันธ์ซิมโฟนีหมายเลขสิบค้างอยู่
รูปถ่ายสุดท้ายของ Mahler ในเดือนเมษายนปีค.ศ. 1911 บนเรือโดยสารจากอเมริกากลับสู่ยุโรป
ภายหลังจากที่ Mahler เสียชีวิตลง Bruno Walter ได้นำผลงานสองชิ้นสุดท้ายของ Mahler ออกแสดงนั่นคือ Das Lied von der Erde (The Song of the Earth) และซิมโฟนีหมายเลขเก้า หลังจากนั้นผลงานของ Mahler ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คนโดยที่คนส่วนใหญ่นั้นจดจำ Mahler ได้ในฐานะวาทยากรเอกเท่านั้น ซึ่งแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับกรณีของ Richard Strauss ที่แทบจะกลายเป็นคีตกวีแห่งชาติไปแล้ว จะมีก็แต่วาทยากรอย่าง Willem Mengelberg, Bruno Walter หรือ Otto Klemperer เท่านั้นที่ยังพยายามนำผลงานของ Mahler ออกแสดงเป็นระยะๆ จนในช่วงนาซีครองเมือง งานของ Mahler ก็โดนแบนสนิทเนื่องจาก Mahler เป็นยิว ภายหลังสงครามงานของ Mahlerค่อยๆ เริ่มได้รับความนิยมฟังและบันทึกเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี 50 จนกระทั่งมาบูมในช่วงปี 60 และกลายเป็นหนึ่งในคีตกวียอดนิยมในปัุจจุบัน นอกจากนั้นแล้วในปี ค.ศ. 1971 Luchino Visconti ผู้กำกับรุ่นเก๋าชาวอิตาลี ได้นำ Adagietto จากซิมโฟนีหมายเลขห้าของ Mahler มาประกอบภาพยนตร์เรื่อง Death in Venice ซึ่งนำให้บทเพลงนี้แพร่กระจายไปในวงกว้างและกลายเป็นหนึ่งในเพลงคลาสสิคยอดนิยมซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Theme from Death in Venice
****************************************

Mahler ในปี ค.ศ. 1909

.....Mahler Conductor.....
ข้อมูลจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=iya&group=2โหน่ง Bloggang
ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ
คีตกวีเอกของโลก Gustav Mahler ผู้ลาโลกด้วยซิมโฟนี่ [1860-1911]

บางท่านอาจจะไม่รู้จักกับคีตกวีท่านนี้ Gustav Mahler คีตกวีชาวออสเตรียครับ อ่านประวัติกันนะครับ
Mahler เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1860 ที่เมือง Kalischt แคว้นBohemia ประเทศเช็คโกสโลวาเกีย ต่อมาท่านได้ย้ายไปอยู่ที่ออสเตรียในภายหลัง ท่านเกิดในครอบครัวชาวยิวที่ครอบครัวแตกแยก บิดาของท่านมีนิสัยเลือดร้อนและอารมณ์หยาบกร้าน ส่วนมารดาเป็นคนเงียบๆ และบอบบาง ท่านมีพี่น้องถึง 11 คนโดยที่ท่านเป็นพี่ชายคนโต ท่านเริ่มหัดเล่นแอคคอร์เดี้ยนเป็นครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 4 ขวบ อีก 2 ปีต่อมาท่านบังเอิญไปพบเปียโนเก่าๆ อยู่บนห้องใต้หลังคาของปู่ ซึ่งท่านพยายามที่จะหัดเล่นด้วยตนเอง บิดาของท่านจึงพยายามสนับสนุนให้เล่นดนตรี โดยจัดหาครูมาสอนให้เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสที่ครอบครัวจะมีฐานะดีขึ้นจากอาชีพนักดนตรี
พออายุได้ 10 ขวบ ท่านเริ่มมีการแสดงดนตรีของตนเองโดยการวิ่งเต้นของผู้เป็นพ่อ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นกล่าวขวัญถึงการแสดงของท่านอย่างน่าภาคภูมิใจ หลังจากนั้นอีก 5 ปี พ่อของท่านได้ส่งท่านไปเรียนที่สถาบันการดนตรีแห่งเวียนนา โดยมีอาจารย์ Julius Epstein เป็นทั้งครูผู้สอนและผู้อุปถัมภ์ตลอดมา ท่านเรียนทั้งการบรรเลงเปียโน การประสานเสียง และการประพันธ์ ท่านจบการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ด้วยคะแนนเกียรตินิยม
ในปี 1889 ซึ่งท่านมีอายุได้ 29 ปี บิดามารดาของท่านได้เสียชีวิตลง ท่านต้องดูแลน้องๆ ทั้งหมดด้วยความรู้สึกรับผิดชอบอย่างจริงจัง สิ่งที่พ่อของท่านทำไปไม่ว่าจะเป็นด้วยความรักหรือว่าหวังผลประโยชน์จากลูกก็ตาม แต่พ่อของท่านก็ได้ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกชายคนนี้เท่าที่ชายจนๆ คนหนึ่งจะพึงกระทำได้
แม้ว่าท่านจะขัดสนเรื่องเงินทองก็ตาม แต่ท่านเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวางยินดีที่จะช่วยเหลือเพื่อนฝูงเท่าที่จะช่วยได้ ท่านเริ่มเป็นผู้อำนวยเพลงครั้งแรกที่เมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมันนี และวงเวียนนาฟิลฮาร์โมนิค หลังจากนั้นในปี 1907 ท่านได้ย้ายไปพำนักที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นผู้อำนวยเพลงให้กับการแสดงโอเปรา 2 เรื่อง ณ โรงละครเมโทรโพลิแทน โอเปรา มหานครนิวยอร์ค และแสดงคอนเสิร์ตกับวงนิวยอร์ค ซิมโฟนีออเคสตร้าอีก 3 รายการ ในช่วงนี้ท่านเริ่มมีอาการของโรคหัวใจ หลังจากที่ท่านกลับมาใช้ชีวิตในเวียนนาได้ไม่นานท่านก็ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 1911 รวมอายุได้ 51 ปี
ทันทีที่รู้ข่าวมรณกรรมของเขา Richard Strauss กล่าวแก่เพื่อนๆ เขาว่า การตายของ Mahler ทำให้ผมตกใจมาก ทีนี้ล่ะคุณจะรู้ว่าแม้แต่ชาวเวียนนาก็จะตระหนักว่าเขาเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ขบวนแห่ศพของเขาผ่านไปตามถนนเรียงรายไปด้วยผู้ไว้อาลัยเหมือนเช่นที่ผู้คนเคยไว้ทุกให้กับไฮเดิ้นและเบโธเฟ่นมาแล้ว
ผลงานการประพันธ์ดนตรีของ Mahler ที่สำคัญคือ บทเพลงขับร้องขนาดยาวที่เรียกว่า Lieder หลายบท และ Symphony อีก 10 บท ซึ่งบทสุดท้ายแต่งไม่จบเพราะท่านถึงแก่กรรมเสียก่อน ต่อมาเดริก คุก ได้ประพันธ์บทนี้ต่อจนจบ ผลงานของ Mahler เป็นดนตรีโรแมนติคที่มีความยิ่งใหญ่ แสดงออกถึงความรู้สึก คละเคล้าทั้งความเศร้ารันทดและความรุนแรงชนิดที่ชวนหวั่นใจอย่างประหลาด หลังจากท่านถึงแก่กรรมแล้วแต่ผลงานของท่านกลับไม่ได้รับความนิยมมากนัก จวบจนช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ผลงานของท่านเริ่มมีผู้ให้ความสนใจตราบจนทุกวันนี้
***************************************************
...โครงสร้างและ Theme ทำให้ผมนึกถึง Symphony #5
ใน C#m ของเขา...แต่บางอารมณ์ทำให้นึกถึงอิทธิพล
Expressionism ของ Schoenberg (String Quartets
เบอร์หลังๆ) (เชินแบร์กและสำนักเวียนนาที่ 2 จะโค้งคำนับให้มาห์เลอร์เป็นพิเศษ...)
ผมชอบ Mahler #9 เป็นอันดับต้นๆ ของทั้ง 10
Symphonies ของเขา... เป็นซิมโฟนี่ที่มาห์เลอร์แต่งเพื่อ
อธิบายสิ่งที่เขากล่าวถึง World กับ Symphony ได้
สมบูรณ์หมดจดที่สุด (ในขณะที่ Sym. 1 บอกแต่เพียง
ว่า "The symphony must be like the world แต่
Sym. 9 ได้บอกเราถึงประโยคเต็มแล้วว่า
... it must embrace everything
ท่อน Andante comodo (ท่อนแรก) เป็นท่อนที่
Composer ยุคหลังผู้เป็นศิษยานุศิษย์ของเชินแบร์กอย่าง
เช่น Alban Berg เคยเขียนถึงอย่างชื่นชมโสมนัสว่าเป็น
บูรณภาพของซิมโฟนี่อย่างใหม่ และที่น่าขนลุกคือ
แบร์กวิเคราะห์ว่าเป็นญาณสังหรณ์ก่อนความตายที่สงบ
ของมาห์เลอร์ ในห้วงที่ใจมิอาจต้านทานไหว...
...ส่วนตัวผม คิดว่า การสลับไปมาของบันไดเสียง D กับ
Dm ของท่อนนี้ทำให้เหมือนคนที่ใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
ถูกปิดตาด้วยสิ่งที่เย็นเฉียบและมองไม่เห็น ในขณะที่กำลัง
นอนกางแขนขาหมดแรงอยู่บนพื้นหญ้าริมทะเลสาบที่สงบ
และมีบรรยากาศแวดล้อมสดชื่นและร่มเย็น...
มีหลายบทวิเคราะห์สังคีตลักษณ์กล่าวว่า ดุริยางคนิพนธ์
บทนี้ละม้ายคล้ายกับ Tchaikovsky #6 ทั้งในแง่ของโครง
สร้าง, Theme หรือ สมารมณ์แห่งการสดับ โดยเฉพาะ
ท่อนช้าในตอนจบ (Adagio)...
สิ่งที่เติมเต็มสำหรับ Mahler #9 คือ ต้องฟัง "Das Lied
Von der Erde" (The Song of The Earth) ไปด้วย
เหตุเพราะแต่งขึ้นจากแรงบันดาลใจในเวลาที่ใกล้เคียง
กัน...และโลก (World) ก็มิได้มีมิติทางตะวันตกมิติเดียว...
คีตนิพนธ์แห่งผืนปถพีนี้บ่งบอกถึงจิตวิญญาณเอเชีย (จีน)
ผ่านบทแปลเป็นภาษาเยอรมันที่โหยไห้ โหยหา ที่พักพิง
อันนิจนิรันดร์ บนแดนดินที่......มิอาจมองเห็น...
Mahler #9 โดยรวม น่าจะเป็น Expressionism
Symphony บทเดียวของมาห์เลอร์ที่บ่งบอกแนวทางของ
Neo-Romantic อันเป็นแรงบันดาลใจให้ดุริยกวียุค
20/21th ...ไม่มีที่สิ้นสุด...
***************************************************
ตัวอย่างเพลง Symphony No. 9 In D Minor (Midi) มาให้ครับ
Mvm't 1 Andante comodo
Mvm't 2 Im Tempo eines gemไchlichen Lไndlers. Etwas tไppisch und sehr derb
Mvm't 3 Rondo - Burleske
Mvm't 4 Adagio
ดาวน์โหลดฟรี คลิกที่นี่ ครับ
คำเตือน! อย่าร้องไห้นะ เดี๋ยวตายไม่รู้ด้วยนะครับ
edit @ 2007/04/16 18:49:06